ลองเสี่ยง

posted on 25 Jan 2008 16:42 by mygoddy

มีเมล็ดสองเมล็ดเคียงข้างกันอยู่บนดินที่อุดมสมบูรณ์ในฤดูใบไม่ผลิ

    เมล็ดแรกบอกว่า "ฉันอยากเติบโต ฉันอยากหยั่งรากลึก ลงไปในดินข้างใต้ แตกยอดทะลุพื้นดินข้างบนขึ้นไป.. ฉันอยากคลีใบอ่อนออกมา ดุจธงชัยโบกสะบัด เพื่อป่าวประกาศว่า ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว...  ฉันอยากรู้สึกถึงไออุ่นจากแสงแดดบนใบหน้า และพรจากหยาดน้ำค้างยามเช้าบนกลีบดอกของฉัน!"

แ้ล้วเมล็ดนั้นก็งอกงาม 

    เมล็ดที่สองกล่าวว่า "ฉันกลัวว่าถ้าหยั่งรากลงไปในดินข้างใต้ ฉันไม่ทราบว่าจะประสบกับอะไรในความมืด ถ้าฉันงอกผ่านดินแข็งๆข้างบน ยอดอ่อนที่บอบบางของฉันอาจเสียหาย..  จะเป็นยังไงถ้าฉันแตกหน่อออกมา และหอยทากพยายามกัดกิน?? ถ้าฉันคลี่ดอกให้เบ่งบาน เด็กเล็กๆ อาจถอนฉันขึ้นมาจากพื้นดิน ไม่หรอก คงดีกว่ามากนัก ที่จะคอยจนกระทั่งปลอดภัย"

แล้วเมล็ดนั้นก็รอคอย

     ไก่ในสนามคุ้ยเขี่ยไปทั่วพื้นดินเพื่อหาอาหารในตอนต้นฤดูใบไม่ผลิ มันพบเมล็ดที่รอคอยอยู่ และรีบกินทันที 

 

เรื่องเมล็ดทั้งสองนี้ สอนบางอย่างให้กับเรา แล้วแต่จะนำไปคบคิดกัน

แต่สำหรับผมแล้ว มันช่วยเพิ่มกำลังใจในการก้าวต่อไป ไม่หยุดอยู่กับที่ และเป็นข้ออ้างในการพัฒนาหลายๆ อย่างต่อไป 

ที่สนามบินนานาชาติระดับโลก มีนักธุรกิจหญิงแต่งตัวดี จำเป็นต้องรอเวลาถึง 3 ชั่วโมง

ในการเปลี่ยนเครื่องบินเพื่อไปจุดหมายปลายทาง เธอจึงตัดสินใจเดินไปซื้อหนังสือ 1 เล่ม และคุ๊กกี้ 1 ห่อ

และเตรียมหาที่นั่งเพื่ออ่านและกิน ฆ่าเวลาไปพลาง ๆ เธอสอดส่ายมองหาที่นั่งได้ 1 แห่ง

เมื่อนั่งลงก็เตรียมหนังสือและคุ๊กกี้ เพื่ออ่านและกินไปพลาง ๆ เธอสังเกตเห็นว่าข้าง ๆ

เธอมีชายหนุ่มซึ่งนั่งเหยียดกายอย่างไม่สนใจใคร ว่าจะมีใครนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาสักครู่หนึ่ง ขณะที่เธออ่านหนังสือ

ชายหนุ่มก็หยิบขนมคุ๊กกี้ออกจากถุง ซึ่งวางอยู่ระหว่างคนทั้งสอง

แล้วกินมันอย่างละชิ้นเธอมองด้วยความโกรธแต่ไม่ต้องการทำเรื่องวุ่นวาย เธอจึงทำเป็นไม่สนใจ

เธอเริ่มรู้สึกเบื่อที่จะกินคุ๊กกี้และเฝ้ามองนาฬิกา


ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเป็นผู้ขโมยไร้ยางอาย กำลังกินมันให้หมดสิ้นไป เธอเริ่มโมโหและคิดในใจว่า

"ถ้าฉันไม่ใช่ผู้ดีมีการศึกษาแล้วละก็....ฉันจะชกหน้าเจ้าหมอนี้ให้แหลกไปเลย"

ทุกครั้งที่เธอหยิบกิน 1 ชิ้น ชายหนุ่มก็หยิบมันกิน 1 ชิ้น

ทั้งสองส่งสายตามองกัน เมื่อคุ๊กกี้เหลือเพียงชิ้นสุดท้าย เธอหยุดและอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะทำอย่างไร

ชายหนุ่มค่อย ๆ หยิบคุ๊กกี้ชิ้นสุดท้ายแล้วหักออกเป็น 2 ชิ้น ส่งให้เธอครึ่งชิ้นและกินเองครึ่งชิ้น

เธอรับจากชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและคิดในใจว่า

"เขาช่างเป็นคนไร้มารยาทสุดๆ


ช่างไร้การศึกษา ไม่มีแม้แต่พูดขอบคุณสักคำ"

เธอลุกขึ้นหยิบข้าวของทั้งหมดแล้วตรงไปยังประตูขึ้นเครื่อง

ไม่แม้แต่เหลียวหลังกลับมามองหัวขโมยผู้ไร้มารยาทซึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม

ภายหลังจากขึ้นเครื่องและนั่งประจำที่อย่างสบายแล้ว

เธอก็หยิบหนังสือที่อ่านค้างอยู่ขึ้นมาอีกครั้ง


ในขณะที่หยิบหนังสือจากกระเป๋า ก็พบว่ามีขนมคุ๊กกี้ 1 ห่อ

เธอตกใจมาก

ถ้าคุ๊กกี้ของฉันยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่า.....คุ๊กกี้ห่อนั้นเป็นของชายหนุ่มที่แบ่งให้เธอกิน

เธอลุกขึ้นทันที แล้ววิ่งออกจากเครื่องบินไปยังที่นั่งของชายหนุ่ม แต่คงเหลือแต่ที่นั่งว่างเปล่า

มันสายไปเสียแล้วที่จะได้ขอโทษชายหนุ่ม ระหว่างเดินกลับเข้าเครื่อง

เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ

เธอนั่นเองที่ไร้มารยาท

เป็นหัวขโมยที่ไร้การศึกษาตัวจริง..........

มีกี่ครั้งในชีวิตของคนเรา ที่ค้นพบในภายหลังว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นการเข้าใจผิด

มีกี่ครั้งในชีวิตที่เราขาดความไว้วางใจผู้อื่น และทำให้เราตัดสินผู้อื่นจากความคิดเย่อหยิ่งของเราเอง

ซึ่งห่างไกลจากความเป็นจริงมากมาย"

..........นี่แหละที่ทำให้เราต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนตัดสินผู้อื่น หลาย ๆ

สิ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ควรมองผู้อื่นในแง่ดี แล้วคอยสงสัยตัวเองว่า

"เรามองโลกในแง่ดีพอแล้วหรือยัง?

เราเคยแบ่งปันอะไรแก่คนอื่นบ้างหรือไม่"..........

ใครยังต้องการ

posted on 01 Nov 2007 12:52 by mygoddy

พอดีปกติผมช่วยเหลือทรัพย์สินนิดหน่อยให้กับ http://www.thaifamily.org/ ทุกๆ เดือนอยู่แล้ว

ทาง The Family ก็มีจดหมาย เขียนอะไรหลายๆ อย่างมาเรื่อยๆ

วันนี้จดหมายก็มาอีก เห็นว่าดีเลยเอามาแบ่งกันอ่านครับ

-----------------

    มีนักพูดท่านหนึ่งเริ่่มต้นด้วยการสัมมนาของท่าน โดยชูธนบัตรใบละ 1000 บาทขึ้นมา

ในห้องนั้นมีผู้เข้ารับฟังร่วม 200 คน เขาถามผู้เข้าชมเหล่านั้นว่า "ใครต้องการธนบัตรใบนี้บ้าง?"

มีหลายคนยกมือ

    เขากล่าวต่อว่า "ผมจะให้ธนบัตรใบนี้กับคุณคนหนึ่ง แต่ก่อนอื่นผมของทำอย่างนี้" เขาเริ่มขยำธนบัตรใบนั้น

หลังจากนั้นเขาก็ถามว่า "ยังมีใครต้องการไหม?" หลายคนยังคงยกมือ

    "เอาล่ะ"  เขาตอบ "จะเป็นอย่างไรถ้าผมทำอย่างนี้?" แล้วเขาก็ปล่อยธนบัตรใบนั้นล่วงหล่นบนพื้น

แล้วเริ่มเหยียบย่ำด้วยรองเท้า แล้วเขาก็หยิบขึ้นมา ตอนนี้ธนบัตรยู่ยี่และสกปรก "ทีนี้ใครยังต้องการ

ธนบัตรนี้อีก" ก็ยังมีอีกหลายคนยกมือ

    "เพื่อนพี่น้อง คุณก็ได้บทเรียนอันล้ำค่าเพราะไม่ว่าผมจะทำอย่างไรต่อเงินนี้ คุณก็ยังต้องการ เพราะ

ค่าของเงินในธนบัตรนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันยังคงมีค่า 1000 บาทอยู่"

    "มีหลายครั้งหลายหนในชีวิตเราที่ถูกบดขยี้ ถูกทอดทิ้ง แะต้องแปดเืปื้อน เพราะการตัดสินใจของเราเอง

ของผู้อื่น หรือในสภาพการณ์ที่เกิดขึ้น เรารู้สึกว่าเราไร้ค่า แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นแล้วในอดีตที่ผ่านมา

หรือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคต คุณก็ยังไม่หมดคุณค่าในความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะสะอาดหรือสกปรก

ยับยู่ยี่หรือเรียบร้อย คุณก็ยังมีค่าประเมินไม่ได้"

    ชีวิตเราเป็นเช่นนั้น เมื่อเราต้องผ่านเรื่องทุกข์ใจในบ้างครั้งบางคราว

แต่ถ้าจะพูดให้ถูกก็ต้องบอกว่าเราจะต้องผ่านเรื่องทุกข์ใจบ่อยครั้ง มีคนเคยบอกเราว่า

ถ้าเราจะไล่ตีหัวคนที่ทำให้เราต้องมีปัญหาในชีวิต เรื่องแ้ล้วเรื่องเล่าแล้วล่ะก็

เราคงต้องนอนอยู่บนเตียงสักอาทติย์เพื่อรรักษามือที่ปวดบวมของเรา แต่ทุกครั้งเราก็ผ่านมาได้

และถ้าเรายังสัตย์ซื่อกับตัวเองและผู้อื่น เราก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะว่าอย่างไร

เพราะอย่างน้อยเราก็รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ 

------------------------------------ 

บางคนที่เคยท้อแท้กับชีวิต ก็อยากให้รู้นะครับ ว่าเราก็เป็นมนุษย์คนนึง

แต่หากคุณเป็นคนที่มีความสุขในชีวิตแล้ว อย่าลืมแ่บ่งปัน ช่วยเหลือเพื่อนๆ คนอื่นๆ ด้วยนะครับ

 

ด่วน!!!! ขณะนี้รายการโรงเรียนของหนู กำลังต้องการผู้สนับสนุนโครงการสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดารที่
โรงเรียนแม่ละเมิง สาขาตอปล้าคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดยมีกำหนดสร้างในเดือนพฤศจิกายน 2550 นี้ เด็กนักเรียนเกือบ 100 คนรอความหวังจากทุกท่านอยู่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

http://www.rongreinkhongnoo.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=404674&Ntype=1

 

 

เกือบ 60 ปีแล้วที่องค์การยูนิเซฟได้ตั้งขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบันยูนิเซฟยังคงทำงานต่อไปในการให้ความช่วยเหลือและ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ให้กับเด็กทุกคนในประเทศไทย เราให้ทุนและสนับสนุนโครงการต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491

ยูนิเซฟทำโครงการได้เพราะเงินบริจาค โครงการและความช่วยเหลือต่างๆ สำหรับเด็กในประเทศไทยนั้นจะเกิดขึ้น และดำเนินอยู่ได้ขึ้นอยู่ กับเงินบริจาคที่เราได้รับในประเทศ ทุกบาททุกสตางค์ที่เราได้รับจากท่านไม่ว่าจากการซื้อ ส.ค.ส หรือสินค้าอื่นๆ ของยูนิเซฟ จะถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ ที่ช่วยเหลือเด็กในประเทศไทย

ท่านสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบริจาคได้ที่นี่ และกรุณาแฟกซ์กลับมาที่เบอร์ 02 281 6033
หรือส่งทางไปรษณีย์ที่องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ตู้ ป.ณ. 31 ปทจ. ดุสิต กทม. 10300 หากมีข้อสงสัยกรุณาติดต่อ 02 356 9299 หรืออีเมลล์ psfrbangkok@unicef.org

 

อันนี้ข้อมูลจาก:

http://world.exteen.com/20071009/entry

edit @ 19 Oct 2007 00:13:27 by My Goddy

ของที่เราไม่ใช้แล้ว เก็บอยู่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรใช่ไหมครับ

แถมรกรุงรังบ้านอีกต่างหาก หากเอาไปทิ้งก็เปล่าประโยชน์

เราเอาไปให้คนที่เขาสามารถใช้ได้กันดีกว่าครับ

ได้ประโยชน์และได้บุญด้วย :)

ชุดนักเรียนมือสอง มูลนิธีกระจกเงา www.bannok.com/2hands

รถเข็น ไม้ค้ำยัน เครื่องช่วยเดิน อุปกรณ์สำหรับคนพิการต่างๆ สถานสงเคราะห์เด็กพิการปากเกร็ด www.nontapum.com

จักรยานคันเก่า ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพ www.thaicycling.com

มอนิเตอร์ คีย์บอร์ด เม้าส์ มูลนิธิวิสุทธิคุณ www.wsk.or.th

เสื้อผ้าที่ไม่ใส่แล้ว มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท www.fry1985.org

ถ้ามีมูลนิธิที่รู้จักก็บอกๆ กันมาได้นะครับจะได้อัพเดทเพิ่มเติมครับ